แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Druk Yul แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Druk Yul แสดงบทความทั้งหมด

HATYAI My home town


HATYAI MY HOME TOWN



ประวัติหาดใหญ่


บ้านโคกเสม็ดชุน เมื่อปี 2428 ปรากฏหลักฐานว่ามีชาวบ้านตั้งบ้านเรือน อยู่ที่ที่ทำการไปรษณีย์ โทรเลข เชิงสะพานลอยเป็นบ้านของนายปลอด ปลูกอยู่ในอาณาเขตของ บ้านโคกเสม็ดชุน และยังมีบ้านอีกหลายหลังตั้งอยู่ห่าง ๆ กันไปจนถึงบริเวณที่ทำการสถานีตำรวจรถไฟ บริเวณบ้านโคกเสม็ดชุนมีต้นไม้ขึ้นอยู่หลายชนิด เช่น ต้นมะม่วง ต้นมะไฟ ต้นตาล ฯลฯ

ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ อย่างหนึ่งของชาวบ้าน ที่มักจะปลูกผลไม้พื้นบ้านควบคู่ไปกับการตั้งบ้านเรือนเสมอ สภาพพื้นที่โดยรอบ บ้านโคกเสม็ดชุนในสมัยนั้น เป็นหนองเป็นบึง มีป่ารกร้างโดยรอบบ้านเรือนของผู้คน แต่ก็ยังมีชาวบ้านจากบ้านอื่นๆ เช่น บ้านกลาง ได้ขยับขยายย้ายถิ่นฐานไปบุกเบิกป่ารกร้าง แห่งหนึ่ง (ปัจจุบัน คือ บริเวณที่ตั้งของวัดโคกสมานกุล)ซึ่งในสมัยนั้นเรียกว่า บ้านปลักขี้ใส่โพลง

ผู้บุกเบิกป่าในช่วงนั้นมีอยู่สองครอบครัว คือ นายบัวแก้ว นางหนุนจีน จันทเดช และนายเพ็ชรแก้ว นางเขียว ไชยะวงศ์ ในสมัยรัชการที่ 5 กระทรวงคมนาคม ได้ประกาศเวณคืนที่ดินส่วนหนึ่ง (ที่ตั้งของบ้านพักรถไฟในปัจจุบัน) เพื่อตัดทางรถไฟ ผ่านไปปาดังเบซาร์ แหลมมาลายู และสิงคโปร์ ชาวบ้านครอบครัวหนึ่งคือ นายง่วง นางซีด้วง สะระ ได้รื้อ ย้ายหามเรือนไห ตั้งอยู่บริเวณที่ตั้งของโรงแรมวังน้อย (ใกล้สี่แยกถนนดวงจันทร์ - ถนนแสงจันทร์) ชาวบ้านในสมัยนั้นเรียกบริเวณแถบนี้ว่า บ้านโคกบก เป็นบ้านรกร้างมานานหลายสิบปี ผู้บุกเบิกป่าบ้านโคกบกมาก่อนคือ นายเพ็ชร แก้วไชยวงศ์ และนายสัก บุญมี

ในช่วงเวลาอันไล่เลี่ยกันนี้ชาวบ้าน จากบ้านต่างๆ พากันบุกเบิกป่าอีก หลายแห่ง เช่นแถบบริเวณวัดมงคลเทพาราม หรือวัดปากน้ำ ถนนแสงศรี หรือในสมัยก่อนเรียกว่า ปลักโต้พุดทอง และ ปลักจันเหร็ง มีสภาพเป็นหนองเป็นป่าลึกมาก บรรพบุรุษรุ่นก่อนได้ช่วยกันบุกเบิกแหล่งรกร้างพัฒนา แหล่งทำกินไว้ให้ กับชนรุ่นหลังได้รับผลประโยชน์อย่างมหาศาล คลองเตย เป็นคลองสายเก่าแก่ที่สุดของนครหาดใหญ่ เมื่อกว่า 80 ปีก่อน คลองเตยยังเป็นคลองน้ำลึกและกว้างมาก มีพันธุ์ไม้นานาชนิด ทั้งไม้ล้มลุกและไม้ยืนต้น มีสัตว์น้ำต่างๆ เช่น ปลา เต่า ตะพาบน้ำ หอยโข่ง และอื่นๆ อาศัยอยู่มากมาย ส่วนริมฝั่งคลองเตยทั้ง 2 ฝั่ง มีต้นไม้ใหญ่เรียงราย โดยเฉพาะต้นไผ่ป่าขึ้น เรียงเป็นแถวเป็นแนวเหมือนกำแพงทั้ง 2 ฝั่งคลอง คลองสายนี้มีต้นน้ำมาจากทางด้านตะวันออก ไหลเข้าสู่ทางด้านใต้ของสถานีรถไฟหาดใหญ่ ผ่านบริเวณทุ่งเสาไหลเรียบ ถนนสายต่างๆ ในตัวเมืองหาด ใหญ่ เป็นคลองที่มีความยาวและคดเคี้ยวไปมา ในปัจจุบันตื้นเขินและไม่สามารถสัญจรได้ คลองอู่ตะเภา อยู่ทางทิศตะวันตก ยาวประมาณ 15 กิโลเมตร มีปริมาณน้ำมากตลอดทั้งปี ใช้เป็นเส้นทางสัญจรได้ ในสมัยก่อน บริเวณแถบริมคลองอู่ตะเภามี ลักษณะเป็นหาดทรายใหญ่ แต่ปัจจุบันไม่มีหาดทรายหลงเหลืออยู่เลย เพราะได้นำทราย ไปใช้ประโยชน์จนหมดสิ้นแล้ว หาดทรายนี้เกิดจาก การพัดพาธารน้ำเล็กๆ สามสายไหลมาบรรจบกัน ธารน้ำทั้งสามสายนี้ ยังเป็นแหล่งที่ชาวบ้านพากันมาล้างแร่ด้วยเวลาผ่านไปทรายที่ถูกน้ำพัดพามาก็รวมกันเป็นหาดทรายกว้าง เรียกว่า หาดทราย และใช้เป็นแหล่งตลาดนัดสำหรับขายของในสมัยก่อน

การพัฒนาความเจริญของนครหาดใหญ่

หาดใหญ่ เป็นชื่อรวมของหมู่บ้านโคกเสม็ดชุน และบ้านหาดใหญ่ เดิมดินแดนหาดใหญ่เป็นเนินสูงมีผู้คนอาศัยอยู่ไม่มากนัก การคมนาคมไม่สะดวก เป็นป่าต้นเสม็ดชุน โดยทั่วไปชาวบ้านจึงเรียกว่า บ้านโคกเสม็ดชุน เมื่อทางการ ได้ตัดทางรถไฟ มาถึงท้องถิ่นนี้ จึงมีประชาชนอพยพมาตั้งหลักแหล่งทำมาหากิน และเพิ่มมากขึ้นเป็นลำดับ


สมัยนั้นสถานีชุมทางรถไฟอยู่ที่สถานีอู่ตะเภา (ด้านเหนือของสถานีรถไฟหาดใหญ่ ในปัจจุบันเป็นเพียงที่หยุดรถไฟ) เนื่องจากสถานีอู่ตะเภาเป็นที่ลุ่ม น้ำท่วมเป็นประจำ ทางการรถไฟจึงได้ย้ายสถานีมาอยู่ที่สถานีชุมทางหาดใหญ่ปัจจุบัน ประชาชนได้ทะยอยติดตามมาสร้างบ้านเรือนตามบริเวณสถานีนั่นเอง ฉะนั้น อาจกล่าวได้ว่ากิจการรถไฟมีบทบาทต่อ การขยับขยายและความเจริญก้าวหน้าของนครหาดใหญ่ตลอดมา ต่อมาได้มีผู้เห็นการไกล กล่าวว่า บริเวณสถานีรถไฟ หาดใหญ่นี้ ต่อไปภายหน้าจะต้องเจริญก้าวหน้าอย่างแน่นอน จึงได้มีการจับจอง และซื้อที่ดินแปลงใหญ่ จากราษฎรพื้นบ้าน บุคคลที่ครอบครองแผ่นดินผืนใหญ่ ๆ อาทิ นายเจียกีซี (ต่อมาได้รับพระราชทานนาม เป็นขุนนิพัทธ์จีนนคร) คุณพระเสน่หามนตรี นายซีกิมหยง และพระยาอรรถกระวีสุนทร ทั้ง4 ท่านนี้นับว่าเป็นบุคคลที่มีส่วนในการสร้างสรรค์ ์ความเจริญก้าวหน้าให้แก่นครหาดใหญ่อย่างแท้จริง ได้ตัดถนน สร้างอาคารบ้านเรือนให้ ราษฎรเช่า ตัดที่ดินแบ่งขาย เงินที่ได้ก็นำไปตัดถนนสายใหม่ต่อไป ทำให้ท้องถิ่นรุดหน้าอย่างอัศจรรย์ ชุมชนหาดใหญ่เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว จนทางราชการต้องยกฐานะให้ บ้านหาดใหญ่ เป็นอำเภอที่มีชื่อว่า อำเภอเหนือ


ต่อมาในปี พ.ศ. 2460 ได้เปลี่ยนชื่อจาก อำเภอเหนือ เป็น อำเภอหาดใหญ่ และได้รับการยกฐานะเป็นอำเภอชั้นเอก ในที่สุดปี พ.ศ. 2471 หาดใหญ่มีฐานะเป็น สุขาภิบาล ซึ่งประกาศใช้พระราชบัญญัติสุขาภิบาลเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2471 ตามประกาศในราชกิจจานุเบกษา ลงวันที่ 29 กรกฎาคม2471 ต่อมาสุขาภิบาลแห่งนี้ เจริญขึ้น มีพลเมืองหนาแน่นขึ้น และมีกิจการเจริญก้าวหน้ากระทรวงมหาดไทยจึงได้ประกาศ พระราชกฤษฎีกากา ยกฐานะเป็นสุขาภิบาลหาดใหญ่เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2478 ซึ่งในขณะนั้นมีเนื้อที่ 5 ตารางกิโลเมตร มีประชากรประมาณ 5,000 คน รวมถึงมีรายได้ประมาณ 60,000 บาท เนื่องจากประชาชนในเขตเทศบาลอยู่หนาแน่น พร้อมทั้งกิจการได้เจริญขึ้น จึงได้มีพระราชกฤษฎีกายกฐานะเทศบาลจึงได้มี พระราชกฤษฎีกายกฐานะ เทศบาลตำบลหาดใหญ่ เป็น เทศบาลเมืองหาดใหญ่ เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2492 ตามประกาศใน พระราชกิจจานุเบกษา ลงวันที่ 15 มีนาคม 2492 ในขณะนั้นมีเนื้อที่ 5 ตารางกิโลเมตร มีประชากร ประมาณ 19,425 คน มีรายได้ 374,523.33 บาท

คำขวัญเทศบาลนครหาดใหญ่

"ฟ้าสวย น้ำใส หาดใหญ่สะอาด ราษฎร์ปลอดภัย"



ตามคำบอกเล่าของชาวบ้านเล่ากันว่า ชื่อบ้านหาดใหญ่นี้มาจากชื่อของ “ต้นมะหาดขนุน” ขนาดใหญ่ซึ่งยืนต้นเด่นเป็นสง่าอยู่ริมฝั่งคลองเตย(ทางเข้าหมู่บ้านจันทร์ นิเวศน์และบ้านทุ่งเสา ปัจจุบันคือช่วงปลายสุดของถนนนิพัทธ์อุทิศ 3) ต้นมะหาดขนุนนี้เองที่ชาวบ้านในสมัยก่อนใช้เป็นที่หลบไอแดดในช่วงกลางวัน ต่อมาจึงเรียกเพี้ยนกันเป็น “หาดใหญ่” ดังปัจจุบัน


ที่ตั้ง

อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา


การเดินทาง

รถยนต์ จากกรุงเทพฯ ใช้ทางหลวงหมายเลข 4 เมื่อผ่านสี่แยกเข้าตัวเมืองชุมพร ตรงเข้าสู่ทางหลวงหมายเลข 41 ผ่านสุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง จากนั้นใช้ทางหลวงหมายเลข 4 อีกครั้งจนถึง อ.หาดใหญ่



รถประจำทาง มีรถปรับอากาศกรุงเทพ-หาดใหญ่ ออกจากสถานีขนส่งสายใต้ทุกวัน โทร.(02)4351195 , (02)4345557



รถไฟ มีรถไฟกรุงเทพฯ-หาดใหญ่บริการทุกวัน ติดต่อ (การรถไฟแห่งประเทศไทย โทร (02)2237010 ,2237020)



เครื่องบิน มีบริการเที่ยวบินกรุงเทพฯ-หาดใหญ่ ทุกวัน (ติดต่อ บริษัทการบินไทย จำกัด(มหาชน) กองสำรองที่นั่ง โทร (02)628200 )

หากเอ่ยถึงภาคใต้ตอนล่างของประเทศไทยแล้ว หาดใหญ่เมืองธุรกิจท่องเที่ยวแห่งการซื้อขายสินค้า ย่อมเป็นอีกหนึ่งจุดหมายปลายทางที่นักเดินทางไม่ควรพลาด

หาดใหญ่ห่างจากกรุงเทพฯ ประมาณ 1,200 กิโลเมตร สะดวกแก่การเดินทางทุกเส้นทาง ตลอดจนเป็นศูนย์กลางของการคมนาคมในภาคใต้ตอนล่าง

หาดใหญ่เป็นเมืองธุรกิจ ที่มีบรรยากาศคึกคักแห่งการซื้อ-ขาย จัดว่าเป็นเมืองท่องเที่ยวยามราตรีอีกแห่งหนึ่ง และในขณะเดียวกันการเดินทางเพียงแค่ 26 กิโลเมตร สู่ อ.เมืองสงขลา ก็จะได้พบกับบรรยากาศของเมืองท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่เหมาะสำหรับผู้ที่รักความสงบ ด้วยบรรยากาศทั้ง 2 รูปแบบ ที่นักท่องเที่ยวสามารถสัมผัสได้จึงเป็นมนต์เสน่ห์ของหาดใหญ่-สงขลา


สำหรับการท่องเที่ยวในหาดใหญ่คงต้องเน้นไปที่ความเพลิดเพลินในการเดินช้อปปิ้งจับจ่ายสินค้า และเลือกลิ้มชิมอาหารทั้งรสชาติแบบไทยๆ รสเด็ด อาหารทะเลสดๆ และอาหารจีนขึ้นชื่อโดยเฉพาะอย่างยิ่งแต้เตี้ยม หูฉลามฯ และรังนก หารับประทานได้ในตัวเมืองบริเวณ ถ.เสน่หานุสรณ์ และ ถ.นิพัทธ์อุทิศ 2,3 สำหรับแหล่งเดินจับจ่ายซื้อของมีอยู่ 2 แหล่งใหญ่ ได้แก่


ตลาดสันติสุข เป็นสถานที่จำหน่ายสินค้าประเภทเครื่องใช้ไฟฟ้าหลากหลายยี่ห้อ น้ำหอมและเครื่องสำอางขึ้นชื่อ ราคาถูก มีร้านค้าและแผงลอยให้เลือกกว่า 50 ร้าน การเดินทางสะดวกเพราะอยู่ใจกลางเมืองหาดใหญ่ แวดล้อมไปด้วยโรงแรม ที่พักตลอดจนร้านอาหารและห้างสรรพสินค้า สำหรับตลาดแห่งนี้เปิดให้บริการเวลาประมาณ 9 โมง จนกระทั่งเวลาประมาณ 2-3 ทุ่ม ร้านค้าก็เริ่มที่จะทยอยปิดร้าน


ตลาดกิมหยง ห่างจากตลาดสันติสุขประมาณ 300 เมตร เป็นตลาดขึ้นชื่อในการจำหน่ายขนมขบเคี้ยวและผลไม้จากทางประเทศมาเลเซีย นอกจากนี้ยังมีร้านจำหน่าย น้ำหอมเครื่องสำอาง มีร้านค้าให้เลือกบริการกว่า 50 ร้าน เปิดให้บริการในช่วงเวลา 9 โมง ถึง 6 โมงเย็น อีกด้านหนึ่งของตลาดกิมหยงเป็นตลาดสด มีอาหารทะเลสดๆ ผักผลไม้ ดอกไม้ ให้เลือกจับจ่ายตั้งแต่เช้าตรู่ การเดินทางไปมาสะดวก เป็นเส้นทางผ่านของรถโดยสารประจำทางแทบทุกสาย ตลอดจนเป็นเส้นทางผ่านเข้าสู่ใจกลางเมือง


ณ วันนี้ หาดใหญ่ ไม่ใช่เมืองธุรกิจท่องเที่ยวในการจับจ่ายสินค้าเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ อย่างเช่น น้ำตกโตนงาช้าง น้ำตก 7 ชั้น ที่มีลักษณะทางกายภาพของสายน้ำที่ไหลตกมาคล้ายกับงาช้าง , สวนสาธารณะเทศบาลนครหาดใหญ่ สถานที่พักผ่อนหย่อนใจขนาดใหญ่ของชาวหาดใหญ่และใกล้เคียง นอกจากนี้ภายในสวนสาธารณะฯ ยังเป็นที่ประดิษฐานพระโพธิสัตว์กวนอิมปางประทานพร สร้างด้วยหินหยกสีขาวขนาดใหญ่ ในแต่ละวันมีนักท่องเที่ยวแวะมานมัสการเป็นจำนวนไม่น้อย อีกหนึ่งแหล่งที่ชาวหาดใหญ่ขอแนะนำ “วัดหาดใหญ่ใน” นมัสการพระนอนขนาดใหญ่อันดับ 3 ของโลก เพื่อความเป็นสิริมงคล


เมื่อมาถึงหาดใหญ่ต้องไม่ควรพลาดการสัมผัสบรรยากาศการท่องเมืองยามราตรีของหาดใหญ่ มีแหล่งบันเทิงยามค่ำคืนไว้คอยให้บริการเป็นจำนวนมาก อีกมุมหนึ่งที่อยากให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสยามค่ำคืน คือ เมืองแห่งร้านน้ำชา เนื่องจากมีร้านจำหน่ายเครื่องดื่มประเภท น้ำชา-กาแฟ วางจำหน่ายริมฟุตบาทแทบจะกล่าวได้ว่ามีอยู่รอบเมืองหาดใหญ่ก็ว่าได้ นับว่าเป็นสิ่งดึงดูดวัยรุ่นในหาดใหญ่ซึ่งกำลังมาแรง ก็นับว่าเป็นแหล่งชุมนุมวัยรุ่นแห่งใหม่ ( ประหยัดทั้งเงินทองและสุขภาพ ควักเงินจากกระเป๋าเพียงแค่แก้วละ 10 บาท ก็สามารถสร้างวงล้อมสนทนากันได้นานพอสมควร เหมาะแก่วัยรุ่นบ้านเราที่ยังไม่สามารถสร้างอำนาจซื้อได้ด้วยตัวเอง )


จากตัวเมืองหาดใหญ่มุ่งหน้าตรงสู่ อ.เมืองสงขลา สามารถเดินทางโดยรถยนต์ได้ 2 เส้นทาง คือ บน
ถ.กาญจนวนิช และ ถ.ลพบุรีราเมศร์ ระยะทางเพียงแค่ 26 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 20 นาที ก็จะได้สัมผัสกับแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติริมทะเล อย่างเช่น หาดสมิหลา แหล่งท่องเที่ยวขึ้นชื่อของ จ.สงขลา และในละแวกบริเวณใกล้เคียงสามารถเที่ยวชม แหลมสนอ่อน แวะกราบไหว้บูชากรมหลวงชุมพรฯ ชมพระอาทิตย์ตกยามเย็น , เขาตังกวน ชมทัศนียภาพของตัวเมืองสงขลา และในระหว่างเส้นทางเข้าสู่ตัวเมืองสงขลา ก็สามารถแวะเที่ยวชม สะพานติณสูลานนท์ สะพานที่ยาวที่สุดในประเทศไทย เลือกหาซื้อสินค้าและผ้าเกาะยอเป็นของฝาก รับประทานอาหารทะเลสดๆ ที่ เกาะยอ และปิดท้ายด้วยการเรียนรู้ศิลปวัฒนธรรมภาคใต้ที่ สถาบันทักษิณคดีศึกษา


นอกจากนี้สถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญในอำเภอต่างๆ ใน จ.สงขลา ได้แก่ อุโมงประวัติศาสตร์เขาน้ำค้าง , วัดพะโคะ , วัดถ้ำเขารูปช้าง , หาดสะกอม เป็นต้น


หาดใหญ่-สงขลา ณ วันนี้พร้อมแก่การต้อนรับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ หากเพื่อนๆ มีโอกาสได้เดินทางมายังภาคใต้ตอนล่างแล้ว ก็อย่าลืมเผื่อเวลาเที่ยวใน จ.สงขลา 2-3 วันด้วยน๊ะ แล้วผมจะมาอัพเดทข้อมูลเพิ่มนะครับ


~kiatzero~



 

Todo Trevel > หลวงพระบาง (Loung Pra Bang)

สบายดีหลวงพระบาง : "เมืองมรดกโลก" (Sabai Dee Loung Pra Bang)

**ตักบาตรข้าวเหนียว วัดเชียงทอง หลวงพระบาง**


**ตลาดเช้า หลวงพระบาง**

**แม่น้ำโขง หลวงพระบาง ล่องเรือแม่น้ำโขง**


ลาว...ประเทศเล็กๆ ที่มีประชากรประมาณห้าล้านคน แม้จะน้อยนักแต่หากว่าลาวมีแผ่นดินที่กว้างใหญ่กว่า 236,800 ตารางกิโลเมตร เป็นอาณาจักรแห่งขุนเขาและสายน้ำที่ยังสมบูรณ์ดังเช่นครั้งหนึ่งไทยเราเคยมี
• นานมาแล้วที่นักเดินทาง นักท่องเที่ยวใฝ่ฝันถึงหลวงพระบางหรืออาณาจักรล้านช้าง ในอดีตเดิมทีหลวงพระบางเคยเป็นเมืองหลวงเก่าของลาวมาก่อน เมื่อองค์การยูเนสโก้ยกให้หลวงพระบางเป็นเมืองมรดกโลก ชื่อของหลวงพระบางจึงขจรขจายไปไกล การท่องเที่ยวเมืองหลวงพระบางจึงมีชื่อเสียงมากที่สุดของลาวก็ว่าได้
"ตัวเมืองอันสงบ อบอุ่นด้วยรอยยิ้มและมิตรไมตรี" ตัวเมืองหลวงพระบางนั้นตั้งอยู่ริมแม่น้ำคานไหลมาบรรจบกับแม่น้ำโขงช่วงที่คดโค้งสวยงาม หันไปทางไหนแลเห็นแต่สีเขียวจากป่าดงพงไพร
• นานมาแล้วที่เมืองหลวงพระบางเป็นเมืองหลวง พระเจ้าฟ้างุ้มได้รวบรวมแว่นแคว้นต่างๆของชนเผ่าไท-ลาวในเขตลุ่มน้ำโขง แม่น้ำคาน แม่น้ำอู ก่อตั้งอาณาจักรล้านช้าง ณ ดินแดนริมน้ำโขงซึ่งคือหลวงพระบาง เมื่อปี พ.ศ. 1896 – 1916 โดยการช่วยเหลือของกษัตริย์ขอม (เพราะมเหสีของเจ้าฟ้างุ้มคือพระราชธิดาของกษัตริย์ขอมในขณะนั้น) พร้อมๆกับการรับเอาพุทธศาสนาเข้ามาแทนการนับถือผี


**ของฝากหลวงพระบาง**





**ถ้ำติ่ง หลวงพระบาง**




ลาว เป็นประเทศหนึ่งที่สืบเชื้อสายบรรพบุรุษเดียวกับชาวไทย แต่ลาวมีชนกลุ่มน้อยมากมายหลายเผ่า ลาวแท้ๆ มีเพียง 50 เปอร์เซนต์เท่านั้น ซึ่งมักจะอาศัยอยู่ที่ราบริมน้ำโขง ส่วนชาวเขานิยมอยู่บนเทือกเขา
• แรกทีเดียวอาณาจักรล้านช้างมีชื่อเรียกวาส “เมืองชวา” อันเนื่องมาจากมีชาวชวาอาศัยอยู่มากกว่ากลุ่มอื่น ในปี พ.ศ. 1900 เปลี่ยนมาเป็นชื่อ เมืองเชียงทอง กระทั่งกษัตริย์ขอมได้พระราชทานพระพุทธรูปองค์หนึ่ง มีชื่อว่า พระบาง เป็นพระพุทธรูปศิลปะสิงหล เจ้าฟ้างุ้มจึงทรงเปลี่ยนชื่อเมืองเป็น “หลวงพระบาง”
• ปี พ.ศ. 2088 พระเจ้าโพธิสารราชเจ้า โปรดฯ ให้ย้ายเมืองหลวงของอาณาจักรล้านช้างไปอยู่ที่เมืองเวียงจันทน์ แม้หลวงพระบางจะไม่ได้เป็นเมืองหลวงต่อไป แต่เจ้ามหาชีวิตยังคงประทับที่หลวงพระบาง
• ต่อมาอาณาจักรล้านช้างแตกออกเป็นสามอาณาจักร คือ
1.อาณาจักรล้านช้างหลวงพระบาง
2.อาณาจักรล้านช้างเวียงจันทน์
3.อาณาจักรล้านช้างจำปาศักดิ์
• กษัตริย์แห่งอาณาจักรล้านช้าง ยังคงสืบทอดราชบัลลังก์กระทั่งถึงยุคสิ้นสุดของราชวงศ์อันมีสาเหตุหลักมาจากตกเป็นเมืองขึ้นของสยาม เวียตนามและฝรั่งเศส• เหตุนี้เองหลวงพระบางจึงมาความเป็นมายาวนาน เป็นราชธานีเก่าแก่ วัดวาอารามมากมาย และมีธรรมชาติที่วิเศษหลวงพระบางได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลกด้วยเหตุผล คือมีวัดวาอารามเก่าแก่มากมาย มีบ้านเรืออันเป็นเอกลักษณ์โคโลเนียลสไตล์ ตัวเมืองตั้งอยู่ริมน้ำโขงและน้ำคาน ซึ่งไหลบรรจบกันท่ามกลางธรรมชาติอันงดงาม และชาวหลวงพระบางมีบุคลิกที่ยิ้มแย้มแจ่มใส เป็นมิตร มีขนบธรรมเนียมประเพณีที่งดงาม
• ในขณะที่มรดกโลกแห่งอื่นอาจได้ขึ้นทะเบียนอย่างจำเพาะเจาะจงในโบราณสถาน ธรรมชาติ แต่หลวงพระบางทั้งเมือง ได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกของมวลมนุษยชาติเมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ. 2538 และยังได้รับการยกย่องว่าเป็นเมืองที่ได้รับการปกปักรักษาที่ดีที่สุดในเอเชียตะวันออกเชียงใต้
• ปัจจุบันเมืองหลวงพระบางมีประชากรประมาณห้าแสนคน ประชากรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม

ที่ตั้ง : หลวงพระบาง ตั้งอยู่ทางเหนือของนครเวียงจันทน์ ระยะทางประมาณ 400 กิโลเมตร เชื่อมต่อถึงกันด้วยทางหลวงหมายเลข 13 ใช้เวลาเดินทางราว 8 – 10 ชั่วโมงด้วยกันด้วยถนนที่ไม่ดีนัก มีเครื่องบินจากนครเวียงจันทน์ถึงหลวงพระบางโดยสายการบินลาว ใช้เวลาบินประมาณ 45 นาทีี


สถานที่ท่องเที่ยวที่เด่นๆ
• สถานที่ท่องเที่ยวส่วนใหญ่ในหลวงพระบาง ซึ่งเป็นราชธานีเก่าแก่ คือการเที่ยววัด ซึ่งมีศิลปะงดงาม มีขนากระทัดรัดไม่ใหญ่โต แม้ว่าจะมีวัดต่างๆมากมายถึง 40 วัด แต่ที่เที่ยวชมเด่นๆ จะอยู่ที่วัดเชียงทอง วัดภูษี วัดวิชุนราช วัดใหม่สุวรรณภูมาราม พระราชวังหลวง ถ้ำติ่ง น้ำตกกวางชี ช่วงท้ายๆ หามีเวลาเหลือมักจะไปซื้อของฝาก ในตลาดหรือในหมู่บ้านต่างๆ





**วัดวิชุน หลวงพระบาง**





**พระธาตุพูสี หลวงพระบาง**




สบายดีหลวงพระบาง.....บันทึกการเดินทาง.....
• หลายครั้งที่ผมได้มาเมืองหลวงเก่าแห่งนี้ อดีตราชธานีศรีสัตนาคนหุตแห่งอาณาจักรล้านช้าง ผมบอกได้คำเดียวว่าสวยมากๆ ไม่ว่าจะเป็นธรรมชาติหรือวัฒนธรรม กลิ่นไอแห่งล้านนาเก่าๆมันผุดขึ้นมาในสมองทันที มันคงยากที่จะถ่ายทอดความรู้สึกของเราลงมาเป็นตัวอักษรได้ ไม่ว่าจะเป็นบรรยากาศในตอนเช้าหรือตอนเย็น เมืองที่สงบ เต็มไปด้วยรอยยิ้มและไมตรี ผมเชื่อเหลือเกินว่าทุกคนที่เคยมาหลวงพระบางคงยากที่จะลืม...



มาถึงหลวงพระบางแล้วเที่ยวที่ไหนดี....?
• แหล่งท่องเที่ยวของเมืองหลวงพระบางมีมากมาย แค่เที่ยววัด ดูสถาปัตยกรรมโบราณก็เกินคุ้ม หรือจะไปนั่งเรือล่องชมบรรยากาศของสองฝั่งแม่น้ำโขง ก็สามารถไปสอบถามราคาเรือที่ท่าวัดเชียงทองกันได้ หากจะไปชมน้ำตก ที่นี่ก็มีน้ำตกตาดกวางสี สวยงามครับ แต่ก็ต้องรถออกไปนอกเมืองถึง 30 กิโลเมตร ถ้าในตอนเช้า ก็ต้องไปตักบาตรข้าวเหนียวซึ่งทุกๆวันจะมีพระและสามเณรนับ 400-500 รูปจะออกมาบิณฑบาตรเป็นแถวยาว ซึ่งเป็นภาพที่สวยงามมากๆ ถ้าเป็นตอนกลางคืนก็ไปช้อปปิ้งที่ถนนคนเดินหรือไนท์มาร์เก็ต รับประกันว่าทุกคนจะสนุกสนานกับการเที่ยบเงินบาทเป็นเงินกีบ สินค้าที่ไนท์มาร์เก็ตก็ต่อรองกันได้ หากต้องการเที่ยวแหล่งบันเทิง มีครับ รับประกันว่าท่านจะสนุกสนานกับการเต้นท์จังหวะบาทสะหล๊บ แต่บอกก่อนว่าปิด 5 ทุ่มครับ....






**วัดเชียงทอง หลวงพระบาง**



**ถนนคนเดิน หลวงพระบาง**





สบายดีหลวงพระบาง
...Sabai dee Loung Pra Bang...




บทความ และ ภาพ : oceansmile.com
ขัดเกลา และ เรียบเรียง โดย เกี๊ยด.

Todo Trevel > หยุดเวลาไว้ที่...ภูฏาน

หยุดเวลาไว้ที่...ภูฏาน
โยนทิ้งวิถีชีวิตที่รีบเร่งไว้เพียงชั่วคราว แล้วปล่อยตัวปล่อยใจท่องเที่ยวให้ชุ่มชื่นหัวใจ
ในดินแดนไร้กาลเวลาเพราะวิถีชีวิตคนที่นี่เรียบง่าย เชื่องช้า แต่งดงาม
ไปสัมผัสดินแดนของ มังกรสายฟ้า (Druk Yul) หรือ ภูฏาน ที่คนไทยรู้จักกัน
สู่ดินแดน "มังกรสายฟ้า"
แม้จะไม่ค้นหูกับชื่อสายการบิน Druk Air สักเท่าไหร่แต่เราก็เชื่อใจว่า
สายการบินแห่งชาติลำนี้จะพาเรามุ่งสู่จุดหมายปลายทางได้อย่างปลอดภัย
เพราะอย่างน้อยคนท้องถิ่นย่อมคุ้นเคยกับสภาพภูมิประเทศของตัวเองอย่างดี
ด้วย ภูฏาน ถือเป็นประเทศที่แลนดิ้งยากแห่งหนึ่ง
เพราะเต็มไปด้วยขุนเขา แต่แล้วแค่เพียง 4 ชั่วโมง
ทีมนักเดินทางของเราก็มุ่งสู่ เมืองพาโร (Paro)
ซึ่งถือเป็นมืองเดียวใน ภูฏาน ที่มีพื้นที่ราบมากพอจะสร้างสนามบินได้

ภูฎาน
ครั้นเมื่อถึงที่พัก ทีมนักเดินทางของเราก็ได้รับการต้อนรับจากลามะท้องถิ่น
ด้วยบทสวดขอพรให้พวกเรามีความสุขและสุขภาพดี
โดยพิธีจะมีตั้งแต่เทน้ำศักดิ์สิทธิ์ในกาแล้วให้พวกเราเอามือรอง
ก่อนจะยกมือขึ้นมาดมและอังไว้ที่หน้าจนนำมาลูบไว้บนหัว
เพื่อความสิริมงคลก่อนจบพิธี
ลามะคนสุดท้ายจะเป็นคนผูกสายสิญจน์ให้แก่พวกเรา
ซึ่งเป็นที่น่าแปลกใจว่าลามะที่นี่สามารถถูกเนื้อต้องตัวผู้หญิงได้
อย่างไรก็ดี ถ้าไล่เลียงสีของสายสิญจน์แต่ละเส้นจะเห็นว่า
แต่ละคนจะได้หลากสีสันต่างกันไป
ถ้าใครได้สีแดงจะเป็นตัวแทนของไฟ
ส่วนสีเขียวจะมีความหมายถึงสิ่งแวดล้อม
สีเหลืองคือผืนแผ่นดิน สีฟ้าคือน้ำ และสีขาวคือท้องฟ้า
แค่เพียงคำนิยามของสายสิญจน์เราก็พอจะเดาได้ว่า
คนภูฏานมีวิถีชีวิตที่ผูกพันกับสิ่งแวดล้อมรอบตัวเขามากขนาดไหน

ภูฎาน

บ่ายคล้อย...สถานที่แห่งแรกที่เราได้ไปเยี่ยมชมคือ
วัด Kyichu Temple ซึ่งสร้างขึ้นเมื่อศตวรรษที่ 7
ภายในวัดเก่าคร่ำคร่าแถมยังมีเหล่าผุ้สูงอายุ
ต่างมาสวดมนต์และหมุนกงล้อ Wheel of Praying
เพื่อขอพรตามที่ตัวเองหวัง นอกจากนั้น
เรายังเห็น Religious Cake อันทำจากข้าว แป้ง และเนย
โดยมีความเชื่อว่าใครที่มีผู้ป่วยอยู่ในบ้าน
ขอเพียงนำเค้กอันศักดิ์สิทธิ์นี้มาถวายที่วัด
เท่ากับทุกข์โศกโรคภัยออกจากบ้านแล้ว

ภูฏาน
ย่ำค่ำ...พวกเรามีโอกาสดินเนอร์ท่ามกลางแสงเที่ยนและดวงดาว
บน Victory Fortesse หรือ Drukgyel Dzong
ซึ่งกว่าจะถึงพวกเราจำเป็นต้องไต่เนินเขาสูงชันพอประมาณ
กว่าจะไปเยี่ยมชมป้อมแห่งชัยชนะนี้ได้ตามคำบอกเล่าของไกด์
ป้อมแห่งนี้สร้างขึ้นมาเพื่อบ่งบอกถึงชัยชนะที่มีต่อชาวทิเบตผู้รุกราน
ซึ่งป้อมแห่งนี้ผ่านร้อนผ่านหนาวมาอย่างยาวนาน
แต่ยังไม่ได้รับการบูรณะจากรัฐบาล เพราะยังขาดงบประมาณในการสนับสนุน
โรแมนติกที่ Paro Fortesse
รุ่งเช้า...สถานที่เที่ยวแห่งต่อไป หลายคนอาจคุ้นตา
เพราะเป็นสถานที่เดียวกับที่ซูเปอร์สตาร์ฮ่องกง-เหลียงเฉาเว่ยและแฟนสาวเข้าสู่ประตูวิวาห์
โดยเลือก Paro Fortesse หรือ Paro Dzong นี่แหละ
เป็นฉากหลังในการถ่ายรูปชุดแต่งงานท่ามกลางลามะน้อย


จากปากคำของ Tashi ไกด์ประจำตัวของเราบอกว่า
ป้อมแป่งนี้สร้างขึ้นเมื่อปี 1646 โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อเป็นกำแพงกั้นไม่ให้ข้าศึกเข้ารุกราน
ภายในป้อมจะแบ่งแยกเป็นสถานที่ราชการและวัด
ซึ่งก่อนเข้าป้อมจะแห่งนี้ไกด์ของเราจำเป็นต้องคาดผ้าสีขาว
เพื่อถวายความสักการะเมื่อถามไถ่ว่าผ้าคาดนี้แต่ละชนชั้นสีเดียวกันหรือไม่
Tashi บอกว่า ถ้าเป็นคนธรรมดาจะใช้ผ้าคาดสีขาว
ส่วนข้าราชการชั้นผู้ใหญ่จะใช้สีแดง เหล่ารัฐมนตรีใช้สีส้ม
ส่วนกษัตริย์และผู้นำทางจิตวิญญาณจะใช้สีเหลือง
ส่วนผู้หญิงสามารถเลือกใช้ผ้าหลากสีสันได้

ชาวภูฎาน
ภูฎาน

ครั้นเมื่อเดินผ่านประตูป้อมจะมีภาพวาดฝาผนังแสดงถึงเทพเจ้าทั้ง 4 ทิศ
ภาพฝาผนังอีกอันที่สำคัญคือภาพ Wheel of Life หรือ กงล้อแห่งชีวิต
อันประกอบด้วยสวรรค์ ครึ่งเทพ (Demi-God) โลกมนุษย์
สัตว์เดรัจฉาน นรกและเปรต
ชาวภูฏานมีความเชื่อเหมือนคนไทยว่า
ถ้าทำดีจะอยู่ในบริเวณที่เป็นสีขาว
ส่วนทำชั่วจะอยู่ในบริเวณที่เป็นสีดำ

ภูฎาน
พอผ่านพ้นบริเวณภาพวาดฝาผนังแล้ว เราจะเป็นสถานที่ราชการที่ดูเงียบสงบ
และสำนักสงฆ์ที่อยู่ลึกเข้าไปข้างใน
ภายในอุโบสถเป็นที่ตั้งของพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน
ส่วนฝั่งขวาจะป็นพระพุทธเจ้าในอนาคต
และฝั่งซ้ายเป็นพระพุทธเจ้าในอดีตกาล
Tashi บอกกับเราในภูฏานมีคนนับถือศาสนาพุทธนิกายมหายานถึง 80%
ที่เหลืออีก 20% นับถือศาสนาฮินดู
และด้วยความที่คนภูฏานเป็นคนเคร่งศาสนามาก
เหตุนี้จึงไม่มีการฆ่าสัตว์ใหญ่ เช่น วัว ควาย หมู ไก่
พวกเขาจึงนิยมนำเข้าเนื้อสัตว์จากอินเดียแทน
ภูฎาน
นอกจากนั้น ชาวภูฏานกว่า 60% ทำอาชีพกสิกรรม
คือปลูกมันฝรั่ง แอปเปิ้ล ส้ม ฯลฯ เพื่อส่งออกไปยังประเทศอินเดียและบังกลาเทศ
แต่ร้ายได้หลักกลับเป็นการผลิตกระแสไฟฟ้าขายให้แก่อินเดีย
และรายได้ที่สองคือ การท่องเที่ยว และการทำกสิกรรม ตามลำดับ
วัดใจ.. ที่วัด Taktshang
แม้จะตื่นแต่เช้าตรู่ แต่พวกเรายังคงมีเรี่ยวแรง
พอที่จะไต่เขาระดับความสูงเหนือระดับน้ำทะเล 3,180 เมตร
(ความสูงของดอยอินทนนท์บ้านเรายังแค่ 2,565 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล)
ที่วัด Taktshang หรือ Tiger Nest วัดแห่งนี้สร้างขึ้นเมื่อศตวรรษที่ 17
โดยมีตำนานเล่าว่า ผู้มีอิทธิฤทธิ์ได้ขี่หลังเสือที่บินได้ขึ้นไป
สร้างวัดอันศักดิ์สิทธิ์ถึงบนยอดเขาสูงเมื่อ Tashi เล่าจบ
เราก็หันไปถามว่า ตัวเขาเองเชื่อมั้ยกับตำนานอันนี้
เสียงหัวเราอย่างอารมณ์ดีคือคำตอบของเขา

ภูฎาน
และแล้วก็ถึงเวลาวัดพลังกายพลังใจของการปีนเขาสูงที่ใช้เวลาขึ้น 2 ชั่วโมงกว่า
และลงอีก 2 ชั่วโมงกว่า แม้ในทริปจะมีคนกล้าขึ้นเขาโดยไม่ใช้ลา ล่อ และม้า
แต่ส่วนใหญ่เมื่อได้ลองเดินแล้วจะพบว่า ความกดอากาศต่ำยิ่งทวีความเหนื่อยล้า
แถมความชันของเขายิ่งทำให้การเดินขึ้นเขายากลำบากมากขึ้นเรื่อย ๆ
ทางไกด์จึงให้พวกเราทยอยขี่ม้า ล่อ และลาตามใจชอบ
ส่วนเราโชคดีหน่อยที่เลือกม้าที่ถูกผึกมาอย่างดีแล้ว
ฉะนั้น ไม่ว่าม้าตัวข้างหน้าจะหยุดหรืออู้งานยังไง
ม้าของเราก็จะทำหน้าที่ของมันได้อย่างดีที่สุด
เสียอย่างเดียวมันชอบเดินบนพื้นดินนิ่ม ๆ ที่อยู่ตรงไหล่เขา
มองดิ่งลงไปก็เป็นทางลาดชันทำให้เกิดอาการหวาดเสียวไปตลอดทาง
เพื่อนร่วมเดินทางคนหนึ่งถึงกับบ่นว่า...ไม่มีกะจิตกะใจจะดูวิวข้างทาง
เพราะความสนใจอย่างเดียวคือขาม้า...ที่จะตกหล่นไหล่เขาไปเมื่อไหร่ก็ไม่รู้!
แต่ขาลงต้องเดินลงสถานเดียว เพราะไหล่เขาที่ชันจะทำให้เป็นอันตรายทั้งม้าและผู้ขี่ได้
ฉะนั้น ผู้จะขึ้นเขานี้ควรฟิตแอนด์เฟิร์มจริงๆ
อย่างไรก็แล้วแต่ เมื่อมาถึงบนยอดเขาเราถึงรู้ว่า
เหตุใดทริปครั้งนี้ถึงมีคอนเซ็ปต์ว่า Great Expectation
เพราะวัดแห่งนี้จะเปิดให้ผู้คนเข้าสักการะแค่เพียงหนึ่งวันในรอบหนึ่งปี
ฉะนั้น ถือเป็นความโชคดีของพวกเราที่มีโอกาสเข้าสักการะสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของคนภูฏานแห่งนี้
ถ้าใครอยากจะสัมผัสวิถีชีวิตของคนภูฏาน
ขอเตือนว่านอกจากจะต้องพกเงินไว้เต็มกระเป๋าแล้ว
ควรพกพลังกายพลังใจให้พร้อมเพื่อประสบการณ์ Great Expectation อย่างแท้จริง
ขอขอบคุณ
ข้อมูลจาก. Lisa
รูปภาพจาก. Wikipedia
เรียบเรียง,ขัดเกลา. Kiat Zero